posted on 29 Dec 2008 00:42 by pizzicatoj
ปีนี้เป็นปีที่เวลาผ่านไปเร็วจริง ๆ ..ทั้งที่มีอะไรเกิดขึ้นเยอะแยะมากมายไปหมดเนอะ คงไม่ต้องบอกว่าอะไรเกิดขึ้นบ้าง..เห็น ๆ กันอยู่ ก็หวังว่า (ย้ำ..หวังว่า) ปีหน้าซึ่งโหราจารย์หลายสำนักเขาว่าเผาจริง จะไม่วุ่นเท่าที่คาดการณ์กันก็แล้วกัน รู้สึกว่าจะอินโทรเครียดไปหน่อยนะนี่
Anyway, มาถึงสิ้นปีได้เวลาที่เราต้องสรุปความประทับใจบนแผ่นฟิล์ม(ที่เราได้ดู)ในปี 2008 กันแล้ว..
..ปี 2008 ที่ผ่านมานับว่าเป็นปีที่เราดูหนังเยอะขึ้น เท่าที่นับไว้ก็เกิน 100 เรื่องไปหน่อย ๆ ทั้งหนังโรงและหนังแผ่น และทั้งหนังเก่าและหนังใหม่ จริง ๆ ขอยืนยันว่าเป็นจำนวนที่ไม่ได้มากมายอะไร เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่เราพลาดไป เช่น ปืนใหญ่จอมสลัด ที่หลายคนว่ายังมีข้อด้อยอยู่มากโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเวอร์ชั่นนิยาย "บุหงาปารี" ของคุณวินทร์ เลียววาริณ กระนั้นเรายังคงอยากดู เสียดายที่พลาด.. รู้สึกว่าไม่เข้าเรื่องซะทีเนอะ อ่ะ เริ่มละ ๆ ..ขอเขียนถึงฉากบางฉาก การแสดงของบางคน หรือหนังบางเรื่อง ตามแต่อารมณ์จะพาไปก็ละกัน แต่โดยสรุปนี่คือความประทับใจบนจอเงินของเราในปี 2008..
"27 Dresses" - พูดเต็มปากเลยว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่เราชอบที่สุดในปีนี้ เพราะคาแรกเตอร์/นิสัยของเจน-นางเอก-คือเรา เบื่อเหมือนกันนะที่ตัวเองเป็นคน please everybody แบบนี้และพยายามจะลดละเลิกอยู่ตลอด แต่ก็เป็นอะไรที่เผลอไม่ได้ทุกที ทุกฉากที่นางเอกมันชีช้ำไปกับความรัก หรือมันต้องอดทนกับความเป็นคนแบบนี้แล้วทำให้ถูกคนอื่น - ไม่ว่าใครก็ตาม โดยเฉพาะคนใกล้ตัว - take advantage จากตัวมันได้ตลอดเวลา เราร้องไห้ชิบเป๋งเลย
"ฉากที่มิวกลับมาห้องอัดหลังจากที่หมดอารมณ์ร้องเพลงไปพักใหญ่" ใน "รักแห่งสยาม - Director's Cut" - ยังคง mention หนังเรื่องนี้อีกแม้เวลาผ่านไป 1 ปี ฮ่า ๆ เวอร์ชั่นนี้ฉายโรงตอนเดือนกุมภาฯ ฉากนี้เป็นฉากที่เพิ่มเข้ามา (จริง ๆ ต้องบอกว่าถูกตัดออกไปในเวอร์ชั่นฉายโรงอันแรก) คือหลังจากฉากหักมุมกลางเรื่องที่มิวกับโต้งจูบกันแล้วทุกอย่างก็ร้าวฉานไปนั้น มิวก็ร้องเพลงรักไม่ได้ไปพักใหญ่จนกระทั่งทำใจได้แล้ว จึงกลับมาเจอเพื่อน ๆ ในวงออกัส ..ฉากนี้ มะเดี่ยว-ผู้กำกับทำได้ดี เพราะอยู่ดี ๆ ในระหว่างที่ทุกคนกำลังซ้อมอยู่ในห้องอัด แล้วนักร้องที่มาร้องแทนมิวก็ทำได้ไม่ดีเท่า ในขณะที่ทุกคนกำลังเซ็งว่าจะขึ้นคอนเสิร์ตรอดไหม กล้องก็ตัดไปเจอมิวมายืนกอดอกนิ่งอยู่หน้าประตู..และอมยิ้ม
หนังไทยอีกเรื่อง "ปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น" กับ "ฉากที่โอ๋เล็กเจอกับตี่ตี๋ในที่สุด" - หลายคนที่ชอบหนังเรื่องนี้ (ที่ไม่ชอบไม่พูดถึง!) อาจจะอินกับเรื่องของคนอื่น ๆ ในหนัง แต่เรื่องของโอ๋เล็ก (น้องโฟกัส) เด็กมัธยมที่บ้าดาราไต้หวัน กลับเป็นเรื่องที่เราอินที่สุดว่ะ ไม่รู้นะ เรามีความรู้สึกร่วมกับโอ๋เล็กมาก อาจจะเพราะเราก็บ้าอะไรบางอย่าง..มั้ง ..อย่างเรื่องบ้าออสการ์ ชีวิตนี้เราหวังว่าจะมีโอกาสไปนั่งดูงานออสการ์สด ๆ ที่ Kodak Theatre ซักครั้ง หรือเรื่องความบ้าแฟชั่น ชาตินี้ขอไปดูโชว์ Christian Dior Haute Couture ของ John Galliano ซักครั้งคงตายตาหลับ อย่างนี้เป็นอาทิ กับโอ๋เล็กก็เหมือนกัน หลังจากที่ตั้งความหวังว่าจะได้เจอตี่ตี๋ในคอนเสิร์ตแล้วสุดท้ายก็ไม่เจอเพราะคอนเสิร์ตยกเลิกไป อยู่ดี ๆ ก็ได้มาเจอกันตอนไปเชงเม้ง(ใช่ไหม?) ฉากที่เจอตี่ตี๋ โอ๋เล็กไม่กรี๊ด และไม่ express อารมณ์อะไรอื่นเลยนอกจากยิ้มและน้ำตาค่อย ๆ ไหลริน love it!
"Kung Fu Panda" - เป็นหนังที่ไปดูฟรีด้วยความบังเอิญโดยไม่ได้คาดหวังอะไรเลย แต่กลับกลายเป็นว่า นี่เป็นหนังที่เราชอบมากถึงชอบที่สุดในปีนี้อีกเรื่อง เพราะเป็นการ์ตูนที่บทพูดยียวนและตลกเอามาก ๆ แถมถ้าจะหาสาระก็หาได้เต็มที่ เพราะมีข้อคิดหลายอย่างเชียวล่ะในเรื่อง (แต่จำไม่ได้แล้วว่ามีข้อคิดอะไรบ้าง จำได้แต่ว่าฮาสุด ๆ ฮ่า ๆ ๆ ๆ) ..เสียก็แต่นอกจาก Jack Black ที่มาพากย์เป็นแพนด้าแล้ว ดาราดัง ๆ คนอื่น ๆ เช่น Angelina Jolie, Lucy Liu, เฉินหลง etc. ไม่รู้จ้างมาพากย์ทำไม เปลืองตังค์จัง เพราะมีบทพากย์น้อยถึงน้อยมากหมดทุกตัวเลย
"Sex and the City: The Movie" กับฉากที่ "Mr.Big ขอ Carrie แต่งงานด้วยรองเท้า Manolo Blahnik" - จริง ๆ พอเขียนชื่อเรื่องมา บางคนอาจจะค่อนแคะว่า เราน่ะพร้อมจะชอบเรื่องนี้ตั้งแต่ยังไม่ทันดูตัวหนังด้วยซ้ำ..ซึ่งก็จริง! แต่พอได้ดูแล้วก็ชอบจริง ๆ อีกนั่นแหละ คือกว่าจะได้สร้างออกมาเป็นหนังเนี่ย ฮอลลีวู้ดมักจะคิดบทมาค่อนข้างลงตัวแล้วนะจึงสร้าง แล้วบทของ SATC เวอร์ชั่นหนังก็กลมกล่อม และปรนเปรอสาวกแฟชั่นได้ถึงใจชนิดฟินแล้วฟินอีก (เอ๊ะ โปรดตีความคำนี้ในทางที่ถูกที่ควรนะฮะ) ที่สำคัญในฉากไคลแมกซ์ตอนจบ (ต้องเตือนว่า spoil ไหมนี่?) พอ Big กับ Carrie กลับมาเจอกันอีกครั้งและได้กลับมาคุยเรื่องแต่งงานกันใหม่อีกรอบ Big จึงคิดได้ว่าควรขอ Carrie แต่งงานในแบบที่ไม่คิดถึงปัจจัยอื่น ๆ มากนักนอกจากความรู้สึกในใจจริง ๆ ..เราชอบที่ในสถานการณ์นั้น บทกำหนดว่า Big ดันต้องคุกเข่าขอแต่งงานโดยไม่มีแหวน แต่ดันมีกล่องรองเท้า Manolo Blahnik วางอยู่ ..Big ก็เลยใช้รองเท้านั่นแหละแทนแหวนไปเลย ..ใครเป็นสาวก SATC คงทราบดีว่า รองเท้า โดยเฉพาะรองเท้ายี่ห้อนี้ มีความหมายกับ Carrie อย่างไร..
การแสดงของ "Robert Downey Jr" ใน Iron Man และ Tropic Thunder - ปีนี้เป็นปี comeback สำหรับ Robert Downey Jr ของจริง หลังจากที่ติดยา ติดคุก โดนทัณฑ์บน ฯลฯ จนหยำเปไปพักใหญ่ มาปีนี้คุณชายเธอกลับมากับบทนำในหนังฟอร์มยักษ์โกยเงินอย่าง Iron Man ที่เล่นเป็นเด็กสปอยล์เกิดมารวยแถมยัง(เสือก)ฉลาดอัจฉริยะได้กวนตีนโคตร ๆ และบทสมทบที่เล่นเป็นนักแสดงผิวขาวที่แสร้งทำเป็นคนผิวดำที่แสร้งทำเป็นทหารอีกทีใน Tropic Thunder ซึ่งฮีก็เล่นได้ฮามาก ๆ - ดูสองเรื่องนี้จบ ชอบมันไปเลย (ป.ล.บทสมทบใน Tropic Thunder ยังทำให้โรเบิร์ตได้ชิงลูกโลกทองคำปีนี้ด้วยฮะ!!!)
"My Blueberry Nights" กับอารมณ์ของหนังทั้งเรื่อง - ปกติเวลาไปดูหนังหว่องกาไว ก็จะได้อารมณ์ประมาณนี้อยู่แล้ว แต่สำหรับหนังพูดภาษาอังกฤษเรื่องแรกของคุณพี่ คุณพี่เลือกนอร่า โจนส์ นักร้องคนโปรดตลอดกาลของข้าพเจ้ามาเล่นเป็นนางเอกคู่กับพี่จู๊ด(ลอร์) พร้อมประกบเรเชล ไวซ์และน้องนาตาลี พอร์ตแมน ตัวหนังอาจจะไม่มีอะไรโดดเด่นถึงกับพีคมากมาย แต่อารมณ์ของหนังที่ไหลไปเรื่อย ๆ กับเพลงประกอบที่พี่หว่องเลือกมาได้โดนเสมอ (โดยเฉพาะการมีนอร่ามาทำเพลงใหม่เพิ่มให้ด้วยเนี่ย) พอได้ดูแล้วรู้สึกอิ่มอุ่นและสามารถเดินอมยิ้มอย่างมีความสุขออกจากโรง ..ป.ล.ชอบฉากจูบกลับหัวของพี่จู๊ดกับน้องนอร่ามาก โซ โรแมนติก! พูดถึงผู้กำกับเอเชียแล้ว ขอแถม 3 หนังเอเชียที่ได้ดูในปีนี้และแอบชอบไว้ในอ้อมใจ - Rainbow Song - Tragic Drama ของความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนที่ไม่เคยเผยใจ ซึ่งนาน ๆ เราจะเลือกดูที ได้ดูแล้วก็หัวใจสลายทุกที- Always: Sunset on Third Street 2 - คุณพระคุณเจ้า! เป็นหนังภาคต่อที่ทำได้ดีไม่แพ้ภาคแรก..ซึ่งกวาดตุ๊กตาทองของวงการหนังญี่ปุ่นไปแทบทุกสาขา ใครชอบภาคแรกขอบอกว่าห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง- Red Cliff - หนังสามก๊กตอนโจโฉแตกทัพเรือ ที่ปรากฏว่าดูสนุกและทำได้น่าติดตามตลอดเรื่อง ทั้งที่ก่อนดูแอบปรามาสว่า "ชิส์! หนังจอห์น วู คงไม่เท่าไหร่หรอก ไปดูแก้เซ็งก็แล้วกัน" อนึ่งตอนต่อของหนังเรื่องนี้จะลงโรง 22 มกราคมนี้ โปรดติดตาม!
เขียนถึงหลาย ๆ เรื่องจนชักจะยาว ขอปิดท้ายที่หนังไทยซึ่งเพิ่งไปดูมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วอย่าง "Happy Birthday" ก็แล้วกัน - โดยรวม เราไม่ชอบหนังเรื่องนี้เท่าไหร่ จะว่ามันไม่สมเหตุสมผลก็ไม่เชิง แต่เอาเป็นว่า ดูแล้วไม่สามารถอินไปกับมันได้ถึงจุดที่หนังต้องการ..มั้ง อย่างไรก็ตาม ส่วนที่จะพูดก็คือ ฉากกุ๊กกิ๊กฉากนึงของหนัง ตอนที่พระเอกกับนางเอกขึ้นไปนอนดูดาวกันสองต่อสองบนยอดเขา แล้วพระเอกบอกนางเอกว่า ขอหอมหน่อย แล้วนางเอกก็หันมามอง หยุด 2 วิ แล้วจูบปากพระเอกเลย เสร็จแล้วก็พูดว่า "หอมเค้าแล้ว รับผิดชอบด้วยนะ" ชอบคำพูดนี้ น่ารักดี
เสียก็แต่ทำไมถึงใช้คำว่าหอม ไม่ใช้คำว่าจูบ เพราะในภาษาไทย กิริยาของสองคำนี้มันต่างกันนะฮะ
*ขเจน*